คำจำกัดความ 'เงินตรา'
เงินตรา
เงินตรา คือ วัตถุที่ใช้ในการแลกขายซื้อเปลี่ยน เป็นตัวแทนการวัดมูลค่าของสินค้าที่แลกเปลี่ยนกัน เงินตราในอดีตเริ่มจากการใช้เปลือกหอย อัญมณี พัฒนามาเป็นโลหะ ปัจจุบัน ใช้เป็น เหรียญกษาปณ์ และ ธนบัตร
![]()
ดินแดนซึ่งเป็นที่ตั้งของประเทศไทยในปัจจุบัน เป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์มาตั้งแต่ก่อน พุทธศตวรรษที่ 6 ซึ่งกลุ่มชนเหล่านี้ได้มีการติดต่อกับชุมชนอื่นในบริเวณใกล้เคียง โดยใช้สื่อกลางใน การแลกเปลี่ยนหลายรูปแบบ เช่น ลูกปัด เปลือกหอย เมล็ดพืช เป็นต้น สำหรับชนชาติไทยสันนิษฐานว่าได้มีการนำโลหะเงินมาใช้เป็นเงินตรามาตั้งแต่ในสมัยสุโขทัย เรียกกันว่า เงินพดด้วง ซึ่งมีเอกลักษณ์ เป็นของตัวเอง และแสดงให้เห็นถึงความเจริญของชนชาติไทยที่ได้ผลิตเงินตราขึ้นใช้เองเป็นเวลาหลายร้อยปีจวบจนมีการนำเงินเหรียญตามแบบสากลเข้ามาใช้
เงิน
เหรียญ นี้ หน้า หนึ่ง มี ตรา รูป พระ มหาพิ ไช ยมง กุฎ อยู่ กลาง มี ฉัตร กระหนาบ อยู่ สอง ข้าง มี กิ่ง ไม้ เป็น เปลว แซก อยู่ ใน ท้อง ลาย อีก หน้า หนึ่ง เป็น รูป กง จักร กลาง ใจ จักร มี รูป ช้าง ประจำ แผ่น ดิน รอบ วง จักร ชั้น นอก เหรียญ บาท มี ดาว อยู่ แปด ทิศ แสดง ว่า แปด เฟื้อง เหรียญ สอง สลึง มี ดาว อยู่ สี่ ทิศ แสดง ว่า สี่ เฟื้อง เหรียญ สลึง มี ดาว อยู่ ข้าง บน และ ข้าง ล่าง สอง ดวง แสดง ว่า สอง เฟื้อง และ เหรียญ เฟื้อง มี ดาว อยู่ ด้าน บน ดวง เดียว นอก จาก นี้ ยัง มี เหรียญ หนึ่ง ตำลึง กึ่ง ตำลึง และ กึ่ง เฟื้อง แต่ ไม่ ได้ นำ ออก ใช้ตาม แจ้ง ความ กระทรวง พระ คลัง มหา สมบัติ เมื่อ ปี พ.ศ.๒๔๓๘ พบ ว่า มี เหรียญ ตรามง กุฎ ดัง กล่าว ให้ แลก อยู่ ๖ ราคา ด้วย กัน คือ ราคา สอง บาท หนึ่ง บาท สอง สลึง หนึ่ง สลึง หนึ่ง เฟื้อง และ สอง ไพ
กะ
แปะ อัฐ และ โสฬส เมื่อ ปี พ.ศ.๒๔๐๕ ได้ มี ประกาศ ให้ ใช้ กะ แปะ อัฐ และ โสฬส ขึ้น ใหม่ ด้วย ว่า สมัย โบราณ ไทย และ ลาว ใช้ หอย ชนิด หนึ่ง ที่ เรียก ว่า เบี้ย ใช้ แทน เงิน ปลีก โดย คิด อัตรา แปด ร้อย เบี้ย ต่อ หนึ่ง เฟื้อง สำหรับ กะ แบะ อัฐ และ โสฬส เมื่อ นำ มา แลก เปลี่ยน ขอ รับ เงิน จาก พระ คลัง มหา สมบัติ กำหนด อัตรา ไว้ ๘ อัฐ ต่อ เฟื้อง และ ๑๖ โสฬส ต่อ เฟื้อง โดย ไม่ ลด หย่อน แม้ เนื้อ โลหะ ที่ ทำ จะ สึก กร่อน ไป เพราะ การ ใช้ งาน แต่ ถ้า เนื้อ โลหะ ขาด บิ่น มูล ค่า จะ ลด ลง ตาม น้ำ หนัก ที่ หาย ไป
เบี้ยหอย นับแต่โบราณมามีการใช้เบี้ยหอยเป็นเครื่องแลกเปลี่ยนกับทวีราชอาณาจักร มาถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้ใช้เบี้ยดีบุกและเบี้ยทองแดงแทนเบี้ยหอย มีขนาดและชื่อเรียกกันต่าง ๆ ดังนี้
๑.เบี้ย โพล้ง ๒. เบี้ยแก้ ๓.เบี้ยจั่น ๔.เบี้ย นาง ๕.เบี้ย หมู ๖.เบี้ย พอง ลม ๗. เบี้ยบัว ๘. เบี้ยตุ้ม
เหรียญทองชิ้นแรก สร้างจากโรงกษาปณ์ เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ประทับตราจักรทุกมุม น้ำหนัก ๒๐ บาท ทำด้วยทองคำเนื้อดี ตามมูลค่าทองคำหนัก ๑ บาท เท่ากับเงิน ๑๖ บาท เหรียญนี้จึงมีมูลค่า ๓๒๐ บาท เหรียญทองแปทศ ทองแปพิศ และทองแปพัดดึงส์ ประกาศใช้เมื่อ ปี พ.ศ.๒๔๐๖ ทำด้วยทองคำเนื้อแปดเศษสองมี ๓ ขนาด ราคา ๘ บาท ๔ บาท ๑๐ สลึง เรียกว่า ทศ แปลว่า ๑๐ แป เป็นเงิน ๑ ชั่ง พิศ แปลว่า ๒๐ แปเป็นเงิน ๑ ชั่ง และพัดดึงส์ แปลว่า ๓๒ แปเป็นเงิน ๑ ชั่งสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๔๐๗ เนื่องในงาน เฉลิมพระชนม์พรรษา ๖๐ พรรษา ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ เป็นเหรียญตราพระมหาพิชัยมงกุฎหนัก ๔ บาท มี ๒ ชนิด ทำด้วยทองคำ และทำด้วยเงิน ใช้ประดับได้อย่างเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชาวจีนแต้จิ๋วเรียกเหรียญแต้เหม็เบี้ยซีก เบี้ยเสี้ยว สร้างเมื่อ ปี พ.ศ.๒๔๐๘ ทำด้วยทองแดง ที่มีตราเหมือนเบี้ยอัฐ และเบี้ยโสฬสอย่างใหญ่เรียกว่า ซีก มีค่า สองอันต่อหนึ่งเฟื้อง อีกชนิดหนึ่งมีขนาดเล็กเรียกว่าเสี้ยว มีค่าสี่อันต่อหนึ่งเฟื้อง




